23 ปี อี๊ด คิดถึง เต๋อ เรวัต เสมอ

24

เป็นคุณยายที่มีความสุขมาก เป็นความรู้สึกที่ทำแล้วมีความสุขเติมเต็มทุกอย่าง ณ ตอนนี้ สำหรับ “อี๊ด-อรุยา พุทธินันทน์”  ภรรยาคนสวยคนเดียว ของผู้ชาย ใจดี มีหนวด “เต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์” ที่จากโลกนี้ และพวกเราแฟนเพลง รวมถึงแวดวงดนตรีเมืองไทยไปแล้ว ถึง 23 ปี

เป็นความรู้สึกสุขมากๆ หลังจากเขาจากไป มันเงียบมากอย่างบอกไม่ถูก อี๊ด อรุยากล่าวกับเรา เพราะยังหวนคิดถึงสามีอยู่เสมอ

บอกอีกด้วยว่า ลูกสาวคนเล็ก พีชดูแลแม่อย่างดี เพราะแพทเพิ่งกลับไป ประจวบกับวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของเต๋อ เรวัต

“วันนี้แปลกมากปกติเป็นคนใจแข็งมากๆ แม่สะอึก แต่ไม่ได้มีน้ำตาไหล ซึ่งปกติจะไม่ วันนี้ยอมรับ ว่ากลั้นไว้ในใจ”

“ถ้าเต๋ออยู่จะมีความสุขกว่านี้เยอะมาก เป็นความสุขทางใจที่หาไม่ได้ ไม่รู้ว่าเป็นช่วงที่เหนื่อยกับการคิดหลายอย่างรอบๆตัวเรา คิดไปก่อน คิดล่วงหน้า อาจจะเป็นไปได้ ว่าคิดเยอะ เลยรู้สึกบางอย่าง”

ซึ่งหากย้อนกลับไปช่วงที่เต๋อเสียชีวิต

“คิดอะไรไม่ออก ไม่เซ ทั้งๆที่รู้ว่าโอกาสรอดน้อย ถึงเวลาจริงก็เสียหลัก ไม่รู้ต้องเริ่มต้นยังไง เบลอมาพักนึง แต่ความที่เรามีลูก เราเลยมีพลังสู้ขึ้นมา ลูกเราเคยมีความสุข ไม่ต้องมีอะไรมากังวล ก็ต้องทำให้เขาเป็นอย่างเดิม เราต้องทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม โดยอัตโนมัติ” ผู้เป็นแม่ของสองสาว พีช สิดารัศมิ์ และ แพท สุธาสินี พุทธินันทน์ กล่าว

ลูกเป็นกำลังใจที่ดี คนใกล้ชิดทุกคนเป็นกำลังใจทั้งหมดของอี๊ด

และเธอมีมุมมองว่า “เราต้องเริ่มต้นสิ่งดีๆ” เสมอ

ถ้าย้อนกลับไปได้ อี๊ด อยากจะบอกว่า จริงๆแล้ว เต๋อ เรวัต เป็นอีกคนนึงที่ ดูแลสุขภาพอย่างดี และมีวินัยในการดำรงชีวิตกว่าตนด้วยซ้ำไป

“เราดูแลตัวเองน้อย เพียงแต่คิดว่า ควรจะมีชีวิตได้อยู่กันยาวกว่านี้ เราคงไม่เหงาแบบนี้ พี่เชื่อว่าเวลาส่วนใหญ่น่าจะอยู่กับหลาน เพราะหลานน่ารักมาก”

บอกอีกว่า หากยังมีชีวิตอยู่ “พี่เต๋อคงได้เห็นลูกน้องมีความเจริญรุ่งเรือง ไม่มีความทุกข์ อึดอัดในเรื่องใด เพราะพี่เต๋ออยากให้ลูกน้องมีความสุขสบาย ให้ลูกน้องมีชีวิตที่สบาย”

งานนี้ จึงขอย้อนกลับไปให้เด็กๆรุ่นหลังฟังนิดนึงว่า เรื่องอาการป่วยของ เต๋อ เรวัต ก่อนจะเสียชีวิตนั้น แพทย์ชี้แจงว่า เริ่มปวดหัวเป็นระยะบ่อยๆ และผู้ป่วยชอบขับรถไปต่างจังหวัด จึงทำให้เกิดเนื้องอกในสมอง

ทำให้อาการแรกเริ่มหลังจากปวดหัว ทำให้พี่เต๋อ ผู้ที่ชื่นชอบกีฬาเทนนิส แต่พักหลังมองไม่ค่อยเห็น ตีพลาดทั้งที่มีความถนัด และเผอิญเป็นจังหวะที่ต้องตรวจเช็คร่างกายพอดีทันที ปรากฎว่ามีอาการเครียดและพบว่า มีเนื้องอกในสมองดังกล่าว

 

ในขณะนั้น อี๊ดบอกว่า “มันน่ากลัวหมด น้องๆที่แกรมมี่มาเป็นร้อยๆ” จนผ่าตัดด่วนในวันรุ่งขึ้น ที่ทราบ

“คืนวันนั้น เราต้องปรึกษากันอย่าดี แต่เป็นการผ่าตัดสมอง ทุกคนที่รู้จัก เลยช่วยดูว่าจะทำยังไงจะปลอดภัยที่สุด จึงทำทุกอย่าง และตัดสินใจเดินทางไปที่นิวยอร์ก

“เพราะมีหมอที่ท่านเก่งมาก”

“คุณหมอบอกเลยว่าเป็นเนื้อร้าย เท่าที่พบไม่มีใครรอด อยู่ไม่ถึงสามเดือน ซึ่งพี่เต๋อเองก็รู้ หากไม่ผ่าก็อาจจะโตโดยไม่รู้ตัว” ทำให้ต้องเสี่ยง

อี๊ดเผยด้วยว่า “ผลการผ่าตัดเอาเนื้อออกเกือบหมด โดยพักในโรงพยาบาลที่นิวยอร์ก เพื่อฉายแสงวันเว้นวัน จนถึงสี่เดือนครึ่ง”

“หลังผ่าตัดทุกอย่างช้าลง ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นอะไรที่แปลกมาก จนหมอบอกว่าอาจจะโชคดี พี่มีความหวังมาตลอด”

โดยพบแพทย์ตลอดเวลา จึงตัดสินใจทั้งครอบครัวว่าจะกลับมาเมืองไทย และกลับมาได้เพียงสองเดือนเท่านั้น ก็พบว่า ก้อนเนื้อนั้นกลับมาใหม่ โดยเปลี่ยนตำแหน่งเป็นลักษณะ ผีเสื้อ ตรงบริเวณที่ควบคุมความรู้สึก ทำให้ผ่ายากมาก ไม่มีโอกาสหาย

อาการของเต๋อแย่ลง “จนต้องรอ และความรู้สึกช้าลง อ่อนไปจนช่วยตัวเองไม่ได้ ไม่รู้สึก คุยไม่ได้ กระทั่งเสียชีวิต ซึ่งทำงานจนวินาทีสุดท้ายเหมือนกัน ” อี๊ดกล่าว

และหากย้อนไป เท่าที่จำได้ ปีเตอร์ คอร์ป น่าจะได้เป็นศิลปินคนสุดท้ายที่เคาะ แต่ไม่แน่ใจว่าทำเพลงหรือยัง แต่นัทมีเรีย กำลังทำเพลง และเป็นช่วงที่โบ สุนิตา ออกอัลบั้มแล้ว

“พี่อี๊ดเข้มแข็ง ไม่เคยทำอะไรเลยนอกจากอยู่กับพี่เต๋อ 24 ชั่วโมง เพราะ ใจเราไปไหนไม่ได้ เราห่วง ไม่ไว้ใจใคร”

“ลูกก็ต้องย้ายจากอเมริกามาอยู่โรงพยาบาลกันหมดเลย 24 ชั่วโมงสลับกัน มันช่วยจิตใจเราดีมาก ” โดยไม่เคยวางแผนเลย เชื่ออย่าเดียวว่าต้องหายดี

“แต่พี่ไม่เคยทำอะไรเลย ใช้ชีวิตวันต่อวัน”

“ลึกๆ เราแอบร้องไห้ตลอด มันปล่อยออกมา ให้ได้ระบายออกมา”

อี๊ดเล่าว่า ช่วงพีคสุดของชีวิต คือช่วงที่อยู่อยู่อเมริกาด้วยกัน ทุกเช้าต้องไปเดินกันสองคน แล้วเต๋อก็บอกเสมอว่าดีขึ้น และจะต้องหาย ในขณะที่ทางการแพทย์บอกให้ญาติทำใจ

“ใจเราแย่มาก แต่ต้องทำให้เราไม่เป็นอะไร ให้กำลังใจทุกคน พี่เชื่อว่าพี่เต๋อรู้ตัวแต่แรก แต่ไม่อยากให้ใครเสียใจ เพราะเป็นคนซักถามเอง” มากกว่าวันที่เสียชีวิตด้วยซ้ำ

เผยด้วยว่ามีวันนึง พี่เต๋อนั่งดูปลาอโรวาน่าหลังบ้าน แล้วอยู่ดีๆ ก็ขอสมุดบัญชีมาดูจากเธอ ซึ่งแปลก เพราะปกติจะให้ภรรยาจัดการทุกอย่าง

“เต๋อคิดว่า อี๊ดกับลูกคงจะสบาย ใช้สตางค์ดูกันดีๆ พี่ไม่ได้คิดอะไร ดูแลลูกให้ดี แล้วไม่พูดอะไร แค่นั้น” นั้นคือคำสั่งเสีย

“พี่ว่าพี่เต๋อเป็นพี่ใหญ่ที่คนเชื่อใจในวงการเพลง พอจากไป ใจก็จะเหี่ยวหรือขาดที่พึ่ง พี่เชื่ออย่างนั้น พี่ชายจากไป น้องๆก็ทำอะไรไม่ถูก”

พี่อี๊ดบอกว่า ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยเข้าไปบริษัทเท่าไร สิ่งต่างๆมันเป็นไปตามปัจจุบัน ต้องยอมรับกับทุกอย่างที่เปลี่ยนไปหมด เพียงแต่เสียดายว่าดนตรีและคนทำงานคุณภาพในบ้านหลังนี้หายไป

“พี่เสียดายสิ่งต่างๆที่หายไป ทุกวันนี้เราฟังเพลงที่ผ่านมา เพลงทุกเพลงยังเห็นภาพต่างๆสมัยนั้น ยังเพราะเหลือเกิน สิ่งดีๆตรงนี้ ควรอยู่ต่อ ไม่หายไป”

ส่วนการนำเพลงเก่ากลับมาในช่วงนี้ของแกรมมี่ ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ความเห็นส่วนตัว อยากให้มีแนวเพลงเก่าๆกลับมาทำในสมัยนี้ให้เหมือนเดิมบ้าง

“แค่เสียดายว่า วงการเปลี่ยน โลกเปลี่ยน”

สุดท้ายอยากฝากถึงทุกคนในตึกแกรมมี่ว่า เชื่อว่ายุคเปลี่ยน อะไรเปลี่ยนไปหมด อย่างน้อยที่สุด ประสบการณ์ที่อยู่ใกล้พี่เต๋อมา เชื่อว่าทำงานให้มีคุณค่า เป็นงานที่ดี ผลลัพธ์ที่ออกมาคือต้องดี

ส่วนชีวิตส่วนตัว อี๊ดอยู่เป็นโสดมาตลอด หลังจากสามีจากไป เธอบอกขำๆว่า “ไม่มีใครเอา” (หัวเราะ) “คนหนึ่งคนใดจากไปแล้ว ถ้าเราหยุดแล้วเจอคนอื่นจะได้สิ่งตรงนี้หรือเปล่า เรากลัวภาพครอบครัวมันเปลี่ยน เลยไม่คิดถึงคนอื่นเลย”

ทั้งนี้ลูกสาวพยายามชงให้หลายคน แต่ไม่เอา ถ้าแปลกๆ จะหนีแล้วปิดทันที เพราะลูกๆพยายามจะหาให้ ถ้ามีจริงๆ ลูกคงไม่ยอมหรอก (ยิ้ม)